ทำทุกอย่างให้มีผลกำไร

by admin_TCBA

ทำทุกอย่างให้มีผลกำไร คือ หัวใจของนักธุรกิจคริสเตียน

อ้างอิงจาก : โค้ชความคริสต์ by โค้ชความคิด
โดย coachgaius

เชื่อว่าพี่น้องบางคนเมื่อได้ยินประโยคข้างต้นนี้ คงรู้สึกสะดุดและรู้สึกว่าไม่เห็นด้วย เราเป็นคริสเตียนนะ เราทำทุกสิ่งด้วยความรัก จะให้เรามาแสวงหาผลกำไรได้อย่างไร พระคัมภีร์ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนเห็นแก่ตัวแบบนั้น ในขณะที่ก็อาจมีบางคนที่คิดว่า ก็เป็นเรื่องปกติของโลก ใครๆ ก็อยากได้กำไรกันทั้งนั้น แล้วจริงๆ ในพระคัมภีร์มีเขียนถึงเรื่องนี้ว่าอย่างไรบ้าง มาลองดูไปพร้อมๆ กัน

ใน 1 โครินธ์ บทที่ 12 ข้อ 7 ฉบับ King James ได้พูดไว้ว่า "But the manifestation of the Spirit is given to every man to profit withal" แปลกใจหรือไม่ครับว่า อ.เปาโล พูดไว้อย่างชัดเจนว่า การสำแดงของพระเจ้ามีให้กับเราทุกคน เพื่อ "Profit Withal" (ซึ่งในพระคัมภีร์ภาษาไทยแปลว่า เพื่อประโยชน์ร่วมกัน) เมื่อไปดูใน Strong"s Concordance จะพบว่าคำว่า "Withal" มาจากภาษากรีก แปลว่า "to bear together / to collect / be profitable" นั่นทำให้เราสามารถแปลข้อความตรงนี้ใหม่เป็นว่า "เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรร่วมกัน"

to profit withal;
not to make gain of, as Simon Magus intended, could he have been possessed of them; nor to encourage pride or envy, or to form and foment divisions and parties; but for profit and advantage, and that not merely private, or a man"s own, but public, the good of the whole community or church, to which the least grace or gift, rightly used, may contribute.

"ไม่ใช่เพื่อสร้างทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่เพื่อเพิ่มความภาคภูมิใจหรือความอิจฉา ไม่ใช่เพื่อทำให้เกิดการแบ่งแยก แบ่งก๊กแบ่งเหล่า แต่เพื่อกำไรและผลประโยชน์ และไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นของส่วนรวม เพื่อสิ่งที่ดีสำหรับทั้งชุมชนหรือคริสตจักร ซึ่งทำให้ไม่ว่าจะเป็นของประทานที่ดูเล็กน้อยที่สุดแต่เมื่อใช้ได้อย่างถูกต้องก็สามารถมีส่วนร่วมได้"

นี่แหละคือ หัวใจของนักธุรกิจคริสเตียน คือ ใช้ของประทานเพื่อสร้างกำไร เพื่อจะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับชุมชนในพระกาย
คำว่า "กำไร" บ่อยครั้งที่ถูกทำให้คิดว่า เป็นเรื่องของเงินทองเท่านั้น เป็นเรื่องของความโลภ เป็นเรื่องเลวร้าย เป็นความเห็นแก่ตัว เป็นการเอารัดเอาเปรียบ จนบางคนมองแบบสุดขั้วเลยว่า ในโบสถ์ห้ามคุยเรื่องธุรกิจ เพราะมันบาป เราจะเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายไม่ได้ จนทำให้นักธุรกิจหลายคนรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเลวร้ายที่ทำธุรกิจแล้วแสวงหาผลกำไร ส่วนใหญ่ก็มักจะอ้างอิงพระคัมภีร์ข้อนี้

ไทย 1971 มัทธิว 6:24
24 "ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เพราะว่าจะชังนายข้างหนึ่ง และจะรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านจะปฏิบัติพระเจ้าและจะปฏิบัติเงินทองพร้อมกันไม่ได้
แต่หากเราปรับเปลี่ยนมุมมองสักเล็กน้อย ไม่มองแบบอคติว่า พอพูดเรื่องเงินปุ๊ป เป็นความบาปปั๊บ เข้าใจความเป็นจริงบนโลกใบนี้ว่า ทำพันธกิจก็ต้องใช้เงิน ผู้รับใช้ก็ต้องใช้เงิน การได้เงินมาอยู่ในมือไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้าไปรับใช้เงินทอง อยากได้เงินทองมาครอบครองจนยอมทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน อันนั้นสิผิด จูนความคิดก่อนเล็กน้อย แล้วให้เรามาดูในคำอุปมาของพระเยซู ซึ่งเชื่อว่าเป็นคำอุปมาที่ทุกคนรู้จักกันดี

ไทย 1971 มัทธิว 25:14-29
14 "และยังเปรียบเหมือน ชายผู้หนึ่งจะออกเดินทางไป จึงเรียกพวกทาสของตนมาฝากทรัพย์สมบัติไว้
15 คนหนึ่งท่านให้ห้าตะลันต์ {เงินหนึ่งตะลันต์ มีค่าประมาณสองหมื่นบาท} คนหนึ่งสองตะลันต์ และอีกคนหนึ่งตะลันต์เดียว ตามความสามารถของแต่ละคนแล้วท่านก็ไป
16 คนที่ได้รับห้าตะลันต์นั้นก็เอาเงินนั้นไปค้าขายทันที ได้กำไรเท่าตัว
17 คนที่ได้รับสองตะลันต์นั้นก็ได้กำไรเท่าตัวเหมือนกัน
18 แต่คนที่ได้รับตะลันต์เดียวได้ขุดหลุมซ่อนเงินของนายไว้
19 ครั้นอยู่มาช้านานนายจึงมาคิดบัญชีกับทาสเหล่านั้น
20 คนที่ได้รับห้าตะลันต์ก็เอาเงินกำไรอีกห้าตะลันต์มาชี้แจงว่า "นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินห้าตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกห้าตะลันต์"
21 นายจึงตอบว่า "ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด"
22 คนที่ได้รับสองตะลันต์มาชี้แจงด้วยว่า "นายเจ้าข้า ท่านได้มอบเงินสองตะลันต์ไว้กับข้าพเจ้า ดูเถิด ข้าพเจ้าได้กำไรมาอีกสองตะลันต์"
23 นายจึงตอบว่า "ดีแล้ว เจ้าเป็นทาสดีและสัตย์ซื่อ เจ้าสัตย์ซื่อในของเล็กน้อย เราจะตั้งเจ้าให้ดูแลของมาก เจ้าจงปรีดีร่วมสุขกับนายของเจ้าเถิด"
24 ฝ่ายคนที่ได้รับตะลันต์เดียวมาชี้แจงด้วยว่า "นายเจ้าข้า ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่าท่านเป็นคนใจแข็ง เกี่ยวผลที่ท่านมิได้หว่าน เก็บส่ำสมที่ท่านมิได้โปรย
25 ข้าพเจ้ากลัวจึงเอาเงินตะลันต์ของท่านไปซ่อนไว้ใต้ดิน ดูเถิด นี่แหละเงินของท่าน"
26 นายจึงตอบว่า "อ้ายข้าชั่วช้าและเกียจคร้าน เจ้าก็รู้หรือว่าเราเกี่ยวที่เรามิได้หว่าน เก็บส่ำสมที่เรามิได้โปรย
27 เหตุฉะนั้นเจ้าควรเอาเงินของเราไปฝากไว้ที่ธนาคาร เมื่อเรามาจะได้รับเงินของเราทั้งดอกเบี้ยด้วย
28 เพราะฉะนั้น จงเอาเงินตะลันต์เดียวนั้นจากเขาไปให้คนที่มีสิบตะลันต์
29 ด้วยว่าผู้ใดมีอยู่แล้วจะเพิ่มเติมให้ผู้นั้นจนมีเหลือเฟือ แต่ผู้ที่ไม่มี แม้ว่าซึ่งเขามีอยู่ก็จะต้องเอาไปจากเขา

ในอุปมาได้ทำให้เราเห็นภาพของ ทาสที่ดีและสัตย์ซื่อ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผู้เป็นเจ้านายได้มอบเงินให้แต่ละคนรับผิดชอบไม่เท่ากัน สิบตะลันธ์บ้าง ห้าตะลันธ์บ้าง ตะลันธ์เดียวบ้าง แต่สิ่งที่ผู้เป็นเจ้านายคาดหวังจากแต่ละคนกลับเหมือนกัน คือ ต้องการให้แต่ละคนนำเงินที่ได้รับ ไปทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้ "กำไร" มา สำหรับคนที่นำเงินไปทำกำไรกลับมาได้ ผู้เป็นเจ้านายก็เรียกเขาว่า ทาสที่ดีและสัตย์ซื่อ อีกทั้งยังมอบหมายภารกิจที่ยิ่งใหญ่ให้มากขึ้นอีกด้วย
เราทุกคนต่างก็เป็นเหมือนทาสในคำอุปมานี้ ที่พระเจ้าได้มอบอะไรบางอย่างไว้ให้กับเรา และพระองค์คาดหวังให้เรานำมันไปทำอะไรบางอย่างเพื่อให้เกิดผล แน่นอนว่าเราอาจจะแปลคำอุปมานี้ในเรื่องของประทานกับการรับใช้เพียงอย่างเดียวก็ได้ แต่หากมองไปในชีวิตคริสเตียนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เป็นผู้รับใช้เต็มเวลา ความรับผิดชอบของเขาไม่ได้มีเพียงเรื่องการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าเท่านั้น แต่เขายังมีความรับผิดชอบมากมายในอาชีพการงาน อาชีพอาจต่างกัน ธุรกิจอาจต่างกัน แต่แน่นอนว่า ผลลัพธ์ปลายทางสิ่งที่พระเจ้าต้องการ ก็คือ ให้ทุกสิ่งที่อยู่ในมือเรานั้นเกิดผล หรือเกิดกำไรที่จับต้องได้

ความเข้าใจแบบนี้จะช่วยให้พี่น้องคริสเตียนที่ไม่ได้เป็นผู้รับใช้เต็มเวลา มองเห็นมาตรฐานใหม่ในการทำงานทำธุรกิจของตัวเอง เขาต้องทำเพื่อให้ "กำไร" และอย่าลืมว่า ไม่ใช่กำไรเพื่อตัวเองเท่านั้น แต่เป็นกำไรที่จะนำมาใช้เพื่อส่งผลดีต่อชุมชนในพระกายและคริสตจักร เป็นกำไรที่เกิดขึ้นเพื่อให้โลกนี้ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

สรุป การทำธุรกิจให้มีกำไร ไม่ใช่เรื่องผิด และยังเป็นสิ่งหนึ่งที่พระเจ้าได้บอกให้เราทำด้วย แต่ต้องทำด้วยท่าทีที่ถูกต้อง คือ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อส่วนรวม และอย่าลืมว่าต้องทำด้วยวิธีการที่ถูกต้องตามหลักการพระคัมภีร์ด้วย ทั้งนี้เพื่อให้พระเจ้าได้รับพระเกียรติสูงสุดผ่านธุรกิจของเรา

You may also like