ปันกันออร์แกนิคฟาร์ม

by admin_TCBA

“ปันกันออร์แกนิคฟาร์ม”

โดย สโมสรธุรกิจคริสเตียนอุบลราชธานี

บทความนี้ต้องขอบคุณอาจารย์สุธี เตชะรักษ์พงศ์ ที่นึกถึง “ปันกันออร์แกนิคฟาร์ม” ที่เป็นเพียงธุรกิจเล็กๆ ให้โอกาสได้เขียนและแบ่งปันเรื่องราวผ่านเพจของสมาคม หวังว่าจะพอเป็นประโยชน์นะคะ

ปี 2019 เป็นปีที่ 4 ของ “ปันกันออร์แกนิคฟาร์ม” ที่ได้ถือกาเนิดขึ้นมา จุดเริ่มต้นจริงๆ ไม่ได้วางแผนว่าจะทาจริงจังเป็นรูปเป็นร่างเท่าทุกวันนี้ เริ่มจากแค่ทาเป็นงานอดิเรกคือการปลูกผักสวนครัวไว้รับประทานเอง ซึ่งมีประสบการณ์ไม่เคยปลูกอะไรสาเร็จแม้เป็นพืชที่ดูเหมือนง่ายๆ จึงได้เริ่มที่การปรับปรุงดิน ผลิตปุ๋ยเพื่อใช้ได้เองก่อน โดยทาการเลี้ยงไส้เดือน โดยเลี้ยงในกะละมัง ประมาณ 2-3 ชุด ในพื้นที่เล็กๆ หลังบ้านจัดสรร เลี้ยงไปก็เรียนรู้ไป (Learning by Doing) จนจานวนภาชนะที่อยู่ของไส้เดือน เริ่มมีจานวนเพิ่มมากขึ้น
จึงได้ขยับขยายมาที่ที่ดินที่ฟาร์มตั้งอยู่ปัจจุบันซึ่งมี เนื้อที่ 2 ไร่ ตรงนี้

จึงได้หลักในการเลือกซื้อที่ดินสาหรับคนที่อยากทำสวนหรือทำการเกษตรดังนี้ค่ะ

1. ไม่ควรไกลจากบ้านที่อยู่อาศัยมากเกินไป เพื่อให้การไปดูแลแต่ละครั้งตัดสินใจไม่ยาก ไปเป็นกิจวัตรได้ ตรงนี้คิดว่าสาคัญมาก เพราะหลายๆท่าน ปล่อยสวนให้ทิ้งร้างไป เพราะกว่าจะไปจะมา ขี้เกียจเดินทาง

2. มีถนน เดินทางสะดวก ที่ดินผืนนี้ถนนหน้าที่ดินเป็นถนนดิน ซึ่งจะเฉอะแฉะเวลาฝนตก แต่ข้อดีคือถนนกว้าง (9ม.) ข้อดีความเป็นถนนดินคือทาให้ซื้อได้ในราคาที่ไม่สูงมากนัก พอฟาร์มมาตั้งอยู่ได้สักพักงบหลวงพัฒนาเป็นถนนคอนกรีตก็มาลง จึงคิดว่าหากไม่ได้มีงบประมาณมาก การเลือกถนนที่กว้างขวางแม้เป็นทางดิน ดีกว่าเลือกถนนคอนกรีตที่แคบ ขยายไม่ได้ เพื่อรองรับกรณีรถบรรทุก รถใหญ่เข้าออกได้

พอมีที่ดินก็เริ่มมีความจริงจังมากขึ้น ไถปรับ พัฒนาที่ดิน ก่อสร้างอาคาร โดยสิ่งที่สาคัญอีกสิ่งคือการรู้จักตัวเอง วางเป้าหมาย รู้ว่าอยากทำอะไร และจะทำอะไร ซึ่งจริงๆ ช่วงนั้นยังไม่ได้ชัดเจน 100% แต่เนื่องจากเป้าหมายเดิมคือการปลูกผัก จึงพยายามวางผัง ตำแหน่งอาคาร โซนปลูกพืช โดยกันพื้นที่ส่วนหนึ่งไว้ และก่อสร้างอาคารไว้ด้านในสุดของที่ดิน และค่อยๆ พัฒนาจากด้านในมาด้านหน้า

ในปีแรกจึงเป็นการศึกษาเรียนรู้ เป็นงานอดิเรกที่สมาชิกในครอบครัวได้ทำร่วมกัน ปีที่2 เริ่มมีผลผลิตมากขึ้น จึงเกิดแบรนด์ “ปันกันออร์แกนิคฟาร์ม” เริ่มทำ facebook เริ่มมีการขาย ช่วงท้ายๆ ของปีที่2 นี้เองที่เริ่มศึกษาการปลูกผักอินทรีย์

ในยุคที่ข้อมูลมีให้เสพมากมายเหลือเกินผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี แต่หากขาดจุดมุ่งหมาย และการโฟกัส อาจทำให้เราเพลิดเพลินจากการเสพสื่อ แต่การลงมือทำจะทำให้รู้จักตัวเอง เห็นปัญหา และจะค่อยประเมินตนเองได้

ปีที่ 3 การเลี้ยงไส้เดือน เริ่มอยู่ตัว วางระบบและจ้างคนงานมาช่วยดูแล และหันมาจริงจังเรื่องผักมากขึ้นโดยเลือกปลูกผักสลัด เลือกวิธีการปลูกที่ทำให้เราง่ายที่สุด คือทำโรงเรือนเพื่อกันฝนเพื่อให้ปลูกได้ตลอดทั้งปี และทำโต๊ะปลูก เพื่อลดปัญหาวัชพืช ศัตรูพืช และสะดวกสบายในการปลูกการดูแล ไม่ต้องลุกนั่งลำบาก
เนื่องจากมีมูลไส้เดือนจึงช่วยได้มาก บวกกับการศึกษาและทำอย่างมีระบบ ก็เริ่มปลูกสำเร็จ ได้ผักสลัดอินทรีย์ที่รสชาติอร่อย กรอบ และที่สาคัญคือเพียงล้างดินออก ก็รับประทานสดได้อย่างสบายใจ กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค คอส ฟิลเล่ย์ เรดโครอล สลัดแก้ว คือสายพันธุ์หลักๆ ที่ปลูก และยังมีพืชชนิดอื่นๆ อีกในฟาร์ม จึงนับได้ว่ามาถึงจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ตอนต้นแล้วคือการได้ปลูกผักกินเอง

ปีนี้เป็นปีที่ 4 ของการทาเกษตร “ปันกันออร์แกนิคฟาร์ม” ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (Organic Thailand) พืชผลของฟาร์มได้ขยายผลความมีสุขภาพดีไปยังร้านอาหาร และลูกค้าที่รักสุขภาพภายในจังหวัด เริ่มนาระบบ Smart Farm เข้ามาใช้เพื่อให้ทำงานง่ายขึ้น ภาชนะที่อยู่ไส้เดือนก็ขยายจาก 2,3 ชุด เป็นที่ 900 ชุด ผลิตมูลไส้เดือนได้เดือนละ 4ตัน ซึ่งนอกจากใช้เองภายในฟาร์มได้จาหน่ายแก่เกษตรและผู้ที่สนใจ แล้วยังขายผ่าน Page, Online Market Place ต่างๆ และได้มีบริษัทค้าปลีกรับไปขายต่อ

จุดเริ่มต้นไม่ได้เริ่มจากคนมีความรู้ด้านการเกษตรเลยแม้แต่น้อย แต่ปัจจุบันแม้จะเป็นฟาร์มและธุรกิจเล็กๆ ก็มีรายได้เลี้ยงดูฟาร์มเองได้ เกิดการจ้างงานคนในท้องถิ่น ที่สำคัญคนในครอบครัวได้รับประทานอาหารที่ดี ปลอดภัย มีผู้คน คณะดูงาน แวะเวียนมาเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ เบื้องหลังคิดว่าการมีเป้าหมายที่ชัดเจน ลงมือทำ และทำอย่างต่อเนื่อง focus น่าจะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เราเดินมาได้ค่ะ

ยังมีหลายสิ่งที่ฟาร์มจะต้องเรียนรู้และพัฒนา หากได้ผ่านมาที่ จ.อุบลราชธานี “ปันกันออร์แกนิคฟาร์ม” ยินดีต้อนรับนะคะ หรือติดตามเรื่องราว ให้คำแนะนำฟาร์ม ได้ทางเพจ: ปันกันออร์แกนิคฟาร์ม ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาจนจบนะคะ

You may also like